ชนิดของเฟอร์นิเจอร์และขั้นตอนการติดตั้งเฟอร์นิเจอร์Built-inจากช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์

ในปัจจุบันนี้ช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ต้องติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ที่มีหลายชนิดซึ่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ซึ่งจะขอเริ่มต้นจาก

การติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ที่ติดตั้งกับที่ (Built-in Furniture หรือ Fixed Furniture)Built-in Furniture หรือ Fixed Furniture หมายถึง เฟอร์นิเจอร์ ที่ได้รับการออกแบบ และ ติดตั้งสำหรับพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เป็นการเฉพาะยากที่จะเคลื่อนย้าย และติดตั้งใหม่

ช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ จะแนะนำข้อดีของเฟอร์นิเจอร์ Built-in Furnitureว่ามีความแข็งแรงสูงมาก เนื่องจากยึดเกาะกับอาคาร หรือ โครงสร้างอาคาร มีรูปแบบเฉพาะตัว หรูหรามีเอกลักษณ์เข้ากับสัดส่วนพื้นที่ สามารถติดตั้ง และดัดแปลงให้เข้ากับพื้นที่ต่างๆ ได้โดยไม่จำกัด ลดปัญหาเรื่องการสะสมของฝุ่น เพราะจะมีการออกแบบ เฟอร์นิเจอร์ ให้สูง จนชนฝ้าเพดาน เพื่อประโยชน์การใช้สอยสูงสุด และป้องกันการสะสมตัวของฝุ่นได้เป็นอย่างดี

ช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ยังแนะนำข้อเสียของเฟอร์นิเจอร์ Built-in Furnitureว่าไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เพราะว่าติดตั้งกับที่ และไม่สามารถเปลี่ยน รูปร่างและรูปแบบการจัดวางได้ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของ หรือต้องการย้ายที่อยู่ เฟอร์นิเจอร์ชนิดนี้ จะต้องถูกรื้อถอนทิ้ง โดยแทบจะไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกราคาของเฟอร์นิเจอร์จะมีราคาสูงกว่าเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว รวมถึงจะมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง เนื่องจากต้องใช้ แรงงานฝีมือ มาทำการ ติดตั้งที่หน่วยงานของลูกค้าเป็นการเฉพาะ การติดตั้งต้องอาศัยช่างผู้เชี่ยวชาญในการทำงานให้ออกมาตามความต้องการทั้งรูปแบบและฝีมือ และในระหว่างที่มีการติดตั้งจะมีปัญหาเรื่องของฝุ่น กลิ่น ที่เกิดจากการติดตั้งรบกวนอีกด้วย

ช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์จะมาบอกถึงขั้นตอนการทำเฟอร์นิเจอร์ บิ๊วอิน (Built in furniture)

1.ช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์จะเลือกชนิดของไม้โครง ไม้โครงมีทั้งเนื้ออ่อน เนื้อแข็ง การเลือกใช้ควรเลือกประเภทไม้เนื้อแข็ง เพราะมีความเหนียวและแข็งแรงกว่า

  1. ช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์จะนำไม้ไปอาบน้ำยากันปลวก ถึงแม้ว่าโรงงานผู้ผลิตจะอบน้ำยามาให้แล้วก็ตามไม้ ช่างจะทาน้ำยากันปลวกทุกด้านของไม้โครง เพื่อความมั่นใจ น้ำยากันปลวกมีแบบสีใส และสีน้ำตาลดำ หากมีเวลาดูช่างทำงานโดยช่างขึ้นชิ้นงานที่หน้างานเลยก็สามารถใช้น้ำยากันปลวกสีใสได้ แต่ถ้าช่างขึ้นงานที่โรงงานของช่างเอง ก็ให้ใช้น้ำยากันปลวกสีน้ำตาลดำ เพื่อให้เห็นชัดเจนว่าทาน้ำยาเรียบร้อยแล้ว ส่วนโครงประเภทสักจ๊อยจะเป็นสักสวนป่า โครงไม้เนื้ออ่อน หลายคนเข้าใจว่าปลวกไม่กิน แต่จริงๆแล้วปลวกกินเพราะไม้สักสวนป่านั้นยังมีเนื้อที่อ่อนอยู่มาก ถ้าต้องการโครงไม้ที่ปลวกไม่กินเลยต้องเลือกไม้โครงสักเนื้อหรือสักแท้ แต่มีราคาแพงกว่าไม้โครงทั่วไป 3-4 เท่า

3.ช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์จะประกอบโครงไม้ แล้วยิงตะปูยึดไม้อัดหน้า-หลัง เข้ากับโครงไม้ แล้วขึ้นประกอบเป็นตู้ ขั้นตอนนี้ช่างจะเช็คระยะต่างๆให้ได้ดิ่งได้ฉาก  การเลือกใช้ไม้อัดก็ขึ้นอยู่กับสีสัน ลายไม้ที่ต้องการ หากต้องการงานสีพ่นก็สามารถเลือกใช้ไม้อัดยางได้ ราคาไม่แพงเพราะไม่ต้องการให้โชว์ลายแต่ต้องการสีที่เรียบ หากต้องการลายไม้ธรรมชาติก็สามารถเลือกไม้อัดสัก ไม้อัดแอช ฯลฯตามลายไม้ที่ต้องการ

4.ช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์จะประกอบขึ้นเป็นตู้ต่างๆ  ขั้นตอนนี้ช่างจะเริ่มประกอบร่างและยึดติดเข้ากับพื้นที่  หาผนังล้ม ไม่ได้ดิ่งหรือฉาก ช่างจะเสริมไม้แผ่นริมเพื่ออุดร่องระหว่างตู้ที่ได้ฉากกับผนังที่ล้ม ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งควรจะตรวจสอบและแก้ไขกันตั้งแต่ก่ออิฐผนัง

5 .สุดท้ายนี้ช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์การทำสี หรือปิดผิว การทำสีก็มีหลายรูปแบบหลายราคา ตั้งแต่สีด้านธรรมดา สี Hi-Gross  สีธรรมชาติ

นอกจากนี้ยังมีเฟอร์นิเจอร์ชนิดลอยตัว (Movable Furniture หรือ Loose Furniture)ที่ช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ได้แนะนำไว้

Movable Furniture หรือ Loose Furniture หมายถึง เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ สามารถจัดรูปแบบในการวางได้หลากหลายตามที่ต้องการ เฟอร์นิเจอร์ชนิดนี้จะผลิตสำเร็จที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ แล้วนำมาวางในหน่วยงาน ลูกค้าสามารถเลือกรูปแบบ และประโยชน์ใช้สอย ได้จากตัวอย่างที่มีอยู่จริง ในร้านค้าได้ ตัวอย่างเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว เช่นโต๊ะ เก้าอี้ โซฟา เป็นต้น

ข้อดีของเฟอร์นิเจอร์ Movable Furniture

สามารถเลือกรูปแบบ และประโยชน์ใช้สอยได้ จากตัวอย่างที่มีอยู่จริง สามารถทดลองการใช้งานได้จริงราคาของเฟอร์นิเจอร์จะมีราคาถูกกว่าเฟอร์นิเจอร์ติดตั้งกับที่ สามารถเคลื่อนย้ายไปตามพื้นที่ต่างๆ ได้ตามความต้องการ มีอิสระในการตกแต่งได้อย่างเต็มที่ เพราะเราสามารถโยกย้ายเปลี่ยนแปลงตำแหน่งการจัดวางได้ตามชอบใจโดยไม่ต้องไปวุ่นวายกับช่างเฟอร์นิเจอร์ให้เสียอารมณ์ หรือถ้าเราเกิดเบื่อเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนขึ้นมา หรือนึกอยากจะจัดห้องใหม่ ก็สามารถทำได้โดยง่าย ซึ่งตรงข้ามกับการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบบิลท์อินที่ “ต้องรื้อทิ้งสถานเดียว”ลดปัญหาฝุ่นละออง กลิ่น ในการติดตั้ง เนื่องจากผลิตสำเร็จจากโรงงานเรียบร้อยแล้ว

ข้อเสียของเฟอร์นิเจอร์ Movable Furniture

อาจจะมีรูปแบบซ้ำๆ เพราะผลิตครั้งละจำนวนมาก ต่อเติมส่วนประกอบต่างๆ ไม่ได้มากรูปแบบและขนาดจำกัดไม่สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้าพอดีกับพื้นที่ได้ และเฟอร์นิเจอร์ ที่มีความสูงมากๆ จะมีปัญหา เรื่องการสะสมตัวของฝุ่นบนหลังตู้ (เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวสูงไม่เต็มพื้นที่) และอาจทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ รูปแบบที่มีมักจะมีการผลิตเป็นจำนวนมากๆ เนื่องจากเป็น ระบบอุตสาหกรรม ทำให้ขาดความ เป็นเอกเทศ นอกจากนี้ งานตกแต่งภายใน ที่ใช้ แต่เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวเพียงอย่างเดียวจะให้ ความรู้สึกเหมือนห้องเช่า และส่วนใหญ่ มักมีประโยชน์ใช้สอยไม่ครบถ้วน ตามพื้นที่ที่มีอยู่

เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถถอดประกอบได้ (Knock down Furniture)Knock down Furniture หมายถึง เฟอร์นิเจอร์ที่รวมเอาข้อดีของเฟอร์นิเจอร์ทั้งสองระบบแรกเข้าด้วยกัน โดยมี ลักษณะเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ติดตั้งกับที่ ในขณะที่มีการผลิตที่เกือบจะ สำเร็จรูปจากโรงงาน เพียงแต่นำมาติดตั้งประกอยด้วยช่างผู้ชำนาญงานเพียงไม่กี่คน และใช้เวลาไม่นานนัก ทำให้ลดปัญหาเรื่องฝุ่นไม้ และกลิ่นสีในหน่วยงานได้เป็นอย่างดี

ข้อดีของเฟอร์นิเจอร์ Knock down Furniture

ลดปัญหาเรื่องฝุ่นไม้ และกลิ่นสีในหน่วยงานได้เป็นอย่างดี เพราะการผลิตที่เกือบจะสำเร็จรูปจากโรงงานแล้ว เพียงแต่นำมาติดตั้งประกอบด้วยช่างผู้ชำนาญงานเพียงไม่กี่คน ผลิตโดยใช้วัสดุสังเคราะห์ ประเภท Particle Board หรือ Chip Board ที่สามารถควบคุมคุณภาพได้ดี

ข้อเสียของเฟอร์นิเจอร์ Knock down Furniture

การออกแบบ และการตั้งเครื่องเพื่อเตรียมการผลิต ที่ยุ่งยาก และซับซ้อน ดังนั้น ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ชนิดนี้ จึงต้องทำการผลิตเป็นจำนวนมาก Mass Production เพื่อเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการออกแบบ และการเตรียม การผลิตให้ลดลงมามากที่สุด มีอายุการใช้งานต่ำกว่าเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากไม้จริง หรือไม้อัด เนื่องจากรูปแบบการผลิต ของเฟอร์นิเจอร์ Knock down ยังมีข้อจำกัด ขั้นตอนการผลิต ค่อนข้างยุ่งยาก และเครื่องจักรในการผลิตก็มีราคาสูงมาก

ตื่นตาตื่นใจไปกับ สกีรีสอร์ทญี่ปุ่น …!!!

สกีรีสอร์ทญี่ปุ่น นั้นมีสกีรีสอร์ทอยู่มากมายหลายแห่งจนอาจเลือกกันไม่ถูก แต่หากเป็นสกีรีสอร์ทญี่ปุ่นที่ได้รับรางวัลอย่าง World Travel Award สาขาสถานที่ท่องเที่ยวทางสกียอดเยี่ยมจากเว็บไซต์ World Ski Award ซึ่งเทียบได้กับรางวัลออสการ์ของการท่องเที่ยวโลกเป็นการันตีแล้วก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียว หิมะของลานสกีเหล่านี้เหมาะกับการเล่นสกีมากเพราะลักษณะของหิมะที่เกิดในอุณหภูมิต่ำจะแห้งและเป็นผงนุ่มลื่นคล้ายแป้ง (Powder Snow) เมื่อเล่นสกีบนหิมะแบบนี้จะลื่นไหลได้ดีกว่าและเพลิดเพลินมากกว่า แถมเวลาลื่นล้มก็ไม่ค่อยเจ็บด้วยซึ่งต่างจากหิมะในภาวะอุณหภูมิสูงมักจะอมน้ำไว้มากเกินไป

สัมผัสประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจไปกับการเล่นสกีรีสอร์ทญี่ปุ่น ซึ่งรวมความหลากหลายไว้ด้วยกันบนลานหิมะซึ่งเหมาะกับนักเล่นสกีและนักสโนว์บอร์ดในทุกระดับ ให้การเดินทางท่องเที่ยวของท่านสะดวกสบาย  ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันที่จะทำให้ท่านได้สัมผัสกับประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น และยังสามารถเดินทางไปยังลานสกีรีสอร์ทญี่ปุ่นได้โดยง่าย

การเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนไปสกีรีสอร์ทญี่ปุ่น

แนะนำให้ เตรียมออกกำลังกาย ระวังยืดกล้ามเนื้อไว้ล่วงหน้า และระวังรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศหนาวจนติดลบ

สิ่งที่หาเช่าได้ที่ลานสกีรีสอร์ทญี่ปุ่น

-ชุดเล่นสกี เสื้อ กางเกง รองเท้า ถุงมือ

-สกี

-รองเท้าสกี

-ไม้ค้ำ

-หมวกกันน็อค

วันนี้เรามี 6 สถานที่สกีรีสอร์ทญี่ปุ่นที่จะนำเสนอ ซึ่งรับรองได้ว่าท่านจะสนุกอย่างแน่นอน

  1. สกีรีสอร์ทญี่ปุ่น Niseko Mountain Resort Grand Hirafu Niseko Mountain Resort Grand Hirafu – ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Niseko Grand Hirafu (หรือ “Hirafu”) ตั้งอยู่ในเมือง Kutchan ทางตะวันตกของฮอกไกโด เป็นหนึ่งในสี่สกีรีสอร์ทญี่ปุ่น ที่เชื่อมต่อกันซึ่งมีตั๋วลิฟท์ร่วมกันและทำเป็น ‘Niseko United’
  2. สกีรีสอร์ทญี่ปุ่น NASPA Ski Garden (นีงะตะ ยุซะวะ) Pingu ตัวละครเพนกวินที่เป็นที่รักของเด็กๆ ทั่วโลก เป็นมาสคอตสำหรับรีสอร์ทแห่งนี้ ป้าย Pingu ที่ Chibikko Plaza และโรงเรียนสอนเล่นสกีที่จะมี Pingu เฝ้าเชียร์คุณนั้นเป็นที่นิยมสำหรับเด็กๆ มาก นอกจากนี้ ยังมีเนินหิมะที่ทำขึ้นสำหรับนั่งรถเลื่อนสำหรับเด็กๆ ที่อยากเล่นสกี สำหรับคนที่มาเป็นครอบครัวนั้น เราขอแนะนำให้พักที่โรงแรมใกล้ๆ ที่มีบ่อน้ำพุร้อน
  3. สกีรีสอร์ทญี่ปุ่น Hakuba Happo-One Ski Resort Hakuba Happo-one (หรือที่เรียกว่า Happo-one หรือ Happo) เป็นสกีรีสอร์ทญี่ปุ่น ที่ตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้าน Hakuba Happo-one ตั้งอยู่บนเนินเขาทางทิศตะวันออกของภูเขา Karamatsu และเป็นหนึ่งในสกีและสโนว์บอร์ดที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น
  4. สกีรีสอร์ทญี่ปุ่น Naeba Ski Resort (นีงะตะ ยุซะวะ) คุณสามารถเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมบนหิมะมากมายอย่างรถไฟหิมะและห่วงยางยักษ์ที่ Family Resort Land หรือ N Plaza ที่น่าตื่นเต้น สกีรีสอร์ทญี่ปุ่นแห่งนี้มีเนินหิมะสำหรับเด็กและบริการดูแลเด็กให้อย่างครบครัน นอกจากนี้ ยังมีบริการอื่นๆ เพื่อรองรับครอบครัวที่มีเด็กเล็กตั้งแต่บริการให้เช่ารถเลื่อน เช่าชุดเล่นสกี คอร์สเรียนสกีและสโนว์บอร์ด และอื่นๆ อีกมากมาย แนะนำอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวที่ต้องการเล่นสกีไปพร้อมๆ กัน
  5. สกีรีสอร์ทญี่ปุ่น Kagura Ski Resort Kagura ประกอบด้วยสามพื้นที่ ได้แก่ Mitsumata Area, Tashiro Area และ Central Kagura Area หลักสูตรทั้ง Mitsumata และ Tashiro เดินทางจากที่จอดรถของตนโดยรถราง (Ropeway) ขนาดใหญ่ “Mitsumata Ropeway” สามารถรองรับได้ถึง 121 คนขณะที่ Tashiro Ropeway สามารถรองรับผู้คนได้ถึง 101 คน
  6. สกีรีสอร์ทญี่ปุ่น Joetsu Kokusai Ski Resort (นีงะตะ มินะมิอุโอะนุมะ) อุปกรณ์สำหรับเล่นกีฬาบนหิมะมากมายที่จะทำให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุขนั้นมีให้บริการอยู่ที่ Kid’s Paradise สถานที่ที่เด็กๆ สามารถสนุกไปกับการนั่งห่วงยางยักษ์บนหิมะและขี่จักรยานหิมะ นอกจากนี้ ที่ Sori Land ที่อยู่ติดกัน เด็กๆ และผู้ใหญ่หัวใจเด็กยังสามารถเพลิดเพลินไปกับคอร์สรถเลื่อนหิมะได้อีกด้วย บริเวณนี้มีบ้านพักอาศัยให้คุณเลือกได้มากมายตามสไตล์ที่คุณต้องการ

เตรียมพร้อมสำหรับขึ้นรถไฟชินคันเซ็น…!!!

ชินคันเซ็น โปรเจกต์รถไฟความเร็วสูงเริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1958 และสามารถเปิดให้บริการสายรถไฟชินคันเซ็นเป็นครั้งแรกได้ในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ.1964 ใช้เวลาเพียงแค่ 6 ปีในการดำเนินการสร้างสายรถไฟชินคันเซ็น ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้เปิดตัวทันงานกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนที่โตเกียวในเดือนเดียวกัน โดยชินคันเซ็นสายแรกที่เปิดให้บริการคือ สายโทไคโดชินคันเซ็น (Tokaido Shinkansen) ซึ่งวิ่งจากเมืองโตเกียวไปยังเมืองโอซาก้า โดยชินคันเซ็นขบวนแรกนั้นสามารถเร่งความเร็วได้สูงสุดถึง 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ในปัจจุบัน ได้มีการขยายเส้นทางสายรถไฟชินคันเซ็นไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศญี่ปุ่น อย่างเช่น สายโทไคโดชินคันเซ็นได้ขยายเส้นทางเดินรถไฟต่อจากเมืองโอซาก้าไปจนสุดที่เมืองคาโกชิม่า ทางตอนใต้ของภูมิภาคคิวชู และเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2015 ที่ผ่านมา ก็ได้เปิดให้บริการเส้นทางใหม่สายรถไฟชินคันเซ็นโฮะคุริคุ จากเมืองโตเกียวผ่านเมืองนากาโน่ไปจนถึงเมืองคานาซาว่าในภูมิภาคจุบุทางตอนกลางของญี่ปุ่น

ระบบรถไฟความเร็วสูงในญี่ปุ่นมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งและทำลายสถิติความเร็วใหม่ได้อยู่เสมอ ล่าสุดเพิ่งจะผ่านการทดสอบความเร็วจนสร้างสถิติใหม่ได้อีกครั้งที่ระดับ 603 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา กับแม็คเลฟ (Maglev) หรือรถไฟพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า

 

วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการซื้อตั๋วขึ้นรถไฟชินคันเซ็นให้ดูกัน ถ้าพร้อมแล้ว ไปลุยกันเลย

วิธีการซื้อตั๋วชินคันเซ็น

Japan Rail Pass (JR Pass) คืออะไร?

ก่อนอื่นต้องมารู้กันก่อนว่า JR Pass คืออะไร? JR Pass คือบัตรที่ใช้เดินทางทั่วประเทศญี่ปุ่นโดยใช้เส้นทางรถไฟ JR เป็นหลัก นอกจากรถไฟแล้วยังมีรถไฟชินคันเซ็น เรือ และรถบัสอีกจำนวนหนึ่งที่เข้าร่วมรายการสุดคุ้มนี้อยู่ด้วย คนที่จะซื้อได้นั้น ต้องเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินเข้าประเทศญี่ปุ่นแบบชั่วคราวเท่านั้น สำหรับคนไทยอย่างเราๆที่แพลนจะไปเที่ยวญี่ปุ่น เรามีสิทธิ์ซื้อ JR Pass ได้ 100% แน่นอน

แต่ก่อนการจะจองตั๋วรถไฟความเร็วสูง ชินคันเซ็น ของญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างลำบากซักหน่อย แม้ทางฝั่ง JR East จะเปิดให้จองออนไลน์ได้แล้ว แต่นั่นมันก็เฉพาะรถไฟที่เดินทางขึ้นเหนือจาก โตเกียว เท่านั้น ถ้าคุณอยากเดินทางลงใต้ไปเที่ยวภูเขาฟูจิ เกียวโต หรือโอซาก้านั้นยังต้องใช้วิธีมาซื้อตั๋วที่ญี่ปุ่นอยู่ แต่ทาง JR Central และ JR West ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ออกแอพพลิเคชั่นใหม่ SmartEX สำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ใช้จองที่นั่งรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็น สาย Tokaido Sanyo Shinkansen ที่เชื่อมต่อโตเกียวสู่จังหวัดทางใต้ได้เลย

หลังจากดาวน์โหลดแล้ว ผู้ใช้เพียงแค่ผูกบัตรเครดิตเข้ากับแอพ แล้วซื้อตั๋ว/จองที่นั่งได้เลยทันที พอไปถึงญี่ปุ่นแล้วก็ไปรับบัตรที่ตู้อัตโนมัติ โดยใช้บัตรเครดิตที่ใช้ซื้อตั๋วไปได้เลย หรือหากมีบัตร IC Card อย่าง Suica หรือ Pasmo ก็สามารถลงทะเบียนเข้ากับบัตรแล้วใช้แทนตั๋วโดยสารได้เลย

แอพพลิเคชั่น SmartEX เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 ตุลาคม 2017 ทั้ง iOS และ Android ซึ่งจากข้อมูลบนเว็บไซต์กล่าวว่า จะเปิดให้เริ่มใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และฮ่องกงก่อน ประเทศอื่นๆ จะทยอยเปิดเรื่อยๆ หลังจากนั้น ทั้งนี้ไม่มีรายละเอียดว่าแอพนี้สามารถใช้ร่วมกับบัตร JR Pass ได้หรือไม่ หากมีรายละเอียดเพิ่มเติมเราจะรีบอัพเดทให้ทันที แต่ตอนนี้ภาวนาให้แอพโหลดในไทยได้ไปก่อนแล้วกันนะ

ตั๋วชินคันเซ็นก็ยังสามารถซื้อได้จากเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วหรือเครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติภายในสถานีรถไฟ แต่ควรระวังไว้นิดนึงว่าไม่สามารถใช้บัตรโดยสาร IC การ์ดขึ้นได้นะ เราสามารถใช้บัตร Japan Rail Pass ขึ้นชินคันเซ็นได้ยกเว้น “Nozomi” และ “Mizuho” สำหรับการซื้อตั๋วให้กรอกขอบเขตในการใช้บริการ, วัน-เวลา และประเภทที่นั่งที่ต้องการผ่านเครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติสำหรับชินคันเซ็น หรือซื้อผ่านเจ้าหน้าที่ตรงเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วภายในสถานีก็ได้

ตอนที่ซื้อตั๋วชินคันเซ็น ก่อนอื่นให้เช็คค่าโดยสารไปถึงจุดหมายปลายทางจากตารางค่าโดยสารใกล้กับเครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติก่อนเลย เมื่อรู้ค่าโดยสารแล้วก็จัดแจงใส่เงินลงไปในเครื่องและกดปุ่มที่ระบุจำนวนค่าโดยสารที่ตรงกับที่เราต้องการ แค่นี้เครื่องก็จะพิมพ์ตั๋วออกมาให้แล้ว